ประวัติของสัตว์ทั่วโลกทั้งในไทยและต่างประเทศ - Page 3 of 4 -Our Blog

ประวัติความเป็นมาของ ควาย สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

ควาย หรือภาษาทางการว่า กระบือ จัดอยู่ในไฟลัมสัตว์มีแกนสันหลัง ชั้นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เป็นสัตว์เลี้ยงที่ใกล้ชิดกับงานทำการเกษตรของประเทศแถบทวีปเอเชียสูงที่สุดต้องการอ้างอิง เพราะว่าเกษตรกรนิยมเลี้ยงควายเป็นแรงงานเพื่อไว้ไถท้องนา บ้างก็ใช้ควายเป็นยานพาหนะเข้าไปทำสวนทำไร่ บ้างก็ฆ่าควายรับประทานเนื้อเป็นของกิน ควายก็เลยมีสาระหลายประการ ปัจจุบันนี้มีการใช้งานควายลดน้อยลง

ควายเป็นสัตว์มีสี่ขา เท้าเป็นกีบ ตัวขนาดใกล้เคียงกับโคโตเต็มวัยเมื่ออายุระหว่าง 5-8 ปี น้ำหนักตัวผู้โตเต็มวัยโดยเฉลี่ย 520-560 กก. ตัวเมียเฉลี่ยราว 360-440 โล เพศผู้จะใหญ่มากยิ่งกว่าตัวเมียน้อย มีผิวสีเทาถึงดำ (บางตัวมีสีชมพู เรียกว่า ควายเผือก) มีเขาเป็นคุณลักษณะเด่นเฉพาะบุคคล ปลายเขาโค้งเป็นวงเหมือนดวงจันทร์เสี้ยว แม้กระนั้นถ้าหากเป็นควายเพศผู้ที่มีลักษณะดีก็จะมีผู้ซื้อไปเป็นพ่อพันธุ์

ควายเป็นสัตว์เลือดอุ่น ลูกควายจะรับประทานนมแม่กระทั่งอายุโดยประมาณ 1 ปี 6 เดือน ควายจะเจริญวัยใช้แรงงานได้ระหว่างอายุ 2.5-3 ปี ตอนที่ใช้งานได้สุดกำลัง เป็นระหว่างอายุ 6-9 ปี ควายแต่ละตัวจะใช้งานได้กระทั่งอายุปิ้งเข้า 20 ปี อายุควายโดยธรรมดาเฉลี่ยราวๆ 25 ปี

 

ที่มา.. wikiwand

Read More

ประวัติความเป็นมาของ เต่า จัดอยู่ในจำพวกสัตว์เลือดเย็น

เต่า

เต่า คือ สัตว์ประเภทหนึ่งในอันดับ Testudines จัดอยู่ในประเภทสัตว์เลือดเย็น ในชั้นสัตว์เลื้อยคลาน เป็นสัตว์ที่มีพัฒนาการมาแล้วกว่า 200 ล้านปี ซึ่งเต่านั้นนับว่าเป็นสัตว์ที่มีอายุยืนสูงที่สุดประเภทหนึ่ง โดยเต่าจะมีกระดูกที่แข็งหุ้มบริเวณหลังที่เรียกว่า “กระดอง” ซึ่งมีแคลเซียมเป็นส่วนมาก ซึ่งจะสามารถหดหัว ขา รวมทั้งหางเข้าในกระดองเพื่อป้องกันตัวได้ แต่ว่าเต่าบางประเภทก็ไม่สามารถที่จะทำเป็น เต่าเป็นสัตว์ที่ไม่มีฟัน แต่ว่ามีริมฝีปากที่แข็งแรงรวมทั้งคม ใช้ขบกัดอาหารแทนฟัน

ส่วนมากแล้ว เต่า เป็นสัตว์ที่เคลื่อนไหวและก็เคลื่อนที่ได้ช้า อาศัยแล้วก็ใช้ช่วงชีวิตหนึ่งอยู่ในน้ำ ซึ่งมีอาศัยทั้งยังน้ำจืด แล้วก็ทะเล แม้กระนั้นเต่าบางพวกก็ไม่ต้องอาศัยน้ำเลย เรียกว่า “เต่าบก” (Testudinidae)

ซึ่งเต่าบกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก คือ เต่ายักษ์กาลาปากอส (Geochelone nigra) ที่อาศัยอยู่ตามเกาะต่างๆในหมู่เกาะกาลาปากอส ในเอกวาดอร์ (มีทั้งหมดทั้งปวง 15 จำพวกย่อย) ในเวลาที่เต่าน้ำที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก คือ เต่าอัลลิเกเตอร์ (Macrochelys temminckii) อาศัยอยู่ตามหนองในทวีปอเมริกาเหนือ

 

 

ที่มา.. wikiwand

Read More

ประวัติความเป็นมาของ กบ สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ

กบ เป็นอันดับของสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำลำดับต้นๆ ใช้ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Anura (/อะ-นู-รา/)

มีรูปร่างโดยรวมเป็นเป็นสัตว์ไม่มีหาง เนื่องจากกระดูกสันหลังส่วนหางได้เชื่อมรวมเป็นชิ้นเดียวยาวกระดูกสันหลังลดปริมาณลงมาจากสัตว์ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์เพราะว่ามีไม่เกิน 9 ปล้อง มีขาขี้เกียจมากจากการยืดของกระดูกทิเบียกับกรอบเดือนกฟิบูลาและก็ของกระดูกแอสทรากากัสกับกระดูกแคลลาเนียม โดยมีเล็กน้อยเชื่อมชิดกันรวมทั้งเต็มไปด้วยผูกกล้ามแข็งแรง เพื่อใช้สำหรับการกระโจน มีส่วนหัวที่ใหญ่รวมทั้งแบนราบ ปากกว้างมากมาย

กบในระยะวัยอ่อนจะมีลักษณะไม่เหมือนกันกับตัวสมบูรณ์เต็มวัยอย่างเห็นได้ชัด เรียกว่า “ลูกอ๊อด”2 โดยมีรูปร่างเหมือนปลา มีส่วนหัวที่โตมากมาย มีหาง ไม่มีฟัน โดยในส่วนองค์ประกอบของจะงอยปากเป็นสารประกอบเคอราติน หายใจด้วยเหงือกเสมือนซาลาแมนเดอร์ ความประพฤติการกินของกินของลูกอ๊อดจะนานับประการ โดยบางทีก็อาจจะรับประทานแบบกรองรับประทาน หรือรับประทานพืช แล้วก็รับประทานสัตว์ เมื่อเปลี่ยนรูปร่างเป็นตัวเต็มวัยก็เลยเปลี่ยนแปลงลักษณะการกิน และเปลี่ยนสภาพส่วนประกอบของอวัยวะระบบที่ทำหน้าที่ในการย่อยอาหารรวมถึงระบบอวัยวะอันอื่น ซึ่งการเปลี่ยนรูปร่างของกบนั้นจะแตกต่างจากซาลาแมนเดอร์เป็นอย่างยิ่ง

การขยายพันธุ์ของกบนั้นมีมากมายมากมาย ส่วนการปฏิสนธิจะเกิดขึ้นด้านนอกตัว โดยทั้งยัง 2 เพศมีความประพฤติกอดรัดกันระหว่างสืบพันธุ์ กบโดยมากจะคุ้มครองปกป้องดูแลไข่ เว้นเสียแต่บางจำพวกแค่นั้นที่เก็บไข่ไว้บนข้างหลัง ที่ขา ในถุงบนข้างหลัง หรือในท้อง หรือบางประเภทตกไข่ติดไว้กับพืชที่ขึ้นอยู่ในน้ำที่เติบโตในน้ำหรือบนก้านไม้ของต้นไม้เหนือน้ำรวมทั้งเฝ้าไข่ไว้

การปฏิสนธิที่เกิดขึ้นข้างในตัวจะเจอเพียงแต่กับกบบางประเภทเพียงแค่นั้น ยกตัวอย่างเช่น Ascaphus truei ฯลฯ แล้วก็การก้าวหน้าของเอมบริโอภายในไข่และก็วัยอ่อนที่ออกมาจากไข่มีรูปร่างเป็นเสมือนตัวสมบูรณ์เต็มวัยเลย โดยไม่ผ่านขั้นการเป็นลูกอ๊อดเกิดขึ้นกับหลายสกุลในหลายสกุล เป็นต้นว่า สกุล Hemiphractus และก็Stefania ฯลฯ

กบ เป็นสัตว์ที่เกิดมาแล้วราว 200 ล้านปีก่อน รวมทั้งเป็นสัตว์ที่อยู่รอดพ้นมาได้จากการสูญสิ้นเผ่าพันธุ์ครั้งใหญ่เมื่อ 65 ล้านปีกลาย ที่ทำให้ไดโนเสาร์สิ้นพันธุ์ โดยนักวิทยาศาสตร์สำนักงานเรียนถึงหัวข้อนี้ มั่นใจว่า ด้วยเหตุว่ากบเป็นสัตว์ที่หลบตัวอยู่ใต้ดินได้อย่างเป็นดี และก็เป็นสัตว์ที่ปรับพฤติกรรมเจริญให้กับสิ่งแวดล้อมรวมทั้งระบบนิเวศแบบใหม่ จากการเล่าเรียนพบว่า กบในช่วงปัจจุบันราวปริมาณร้อยละ 88 เป็นกบที่มีที่มาจากอดีตกาลซึ่งสามารถย้อนไปไกลได้ถึง 66–150 ล้านปีกลาย

โดยเรียนรู้จากการตรวจทานทางพันธุกรรมและก็เทียบระดับยีนและก็โมเลกุลระหว่างกบในช่วงปัจจุบัน และก็ซากดึกดำบรรพ์ของกบในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ โดยพบว่า กบใน 3 ตระกูลเป็นMicrohylidae หรืออึ่ง, Natatanura ที่เจอในทวีปแอฟริกา รวมทั้งHyloidea ที่เจอในทวีปอเมริกาใต้ เป็นกบที่สืบเชื้อสายประเภทมาจากกบในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ และก็เดี๋ยวนี้ได้มีการสืบเชื้อสายชนิดรวมทั้งแตกกิ่งด้านชีววิทยาไปทั้งโลก3

ปัจจุบันนี้ ได้มีการอันดับเกณฑ์กบออกเป็นตระกูลทั้งผอง 27 สกุล ใน 419 สกุล เดี๋ยวนี้เจอแล้วกว่า 6,700 ประเภท ถือได้ว่าเป็นชั้นที่มีความมากมายหลากหลายสูงที่สุดของสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ รวมทั้งยังคงมีการศึกษาและทำการค้นพบประเภทใหม่ขึ้นเรื่อยทุกปี โดยประมาณ 60 จำพวกต่อปี โดยกบจำนวนมากจะเจอในเขตร้อน โดยใช้แนวทางใคร่ครวญจาก องค์ประกอบกระดูก, กล้ามขา, รูปร่างรูปแบบของลูกอ๊อด และก็แบบอย่างการกอดรัด ฯลฯ

 

ที่มา.. wikiwand

Read More

ประวัติความเป็นมาของ ไฮยีนา

ไฮยีนา

ไฮยีนา (อังกฤษ: hyena; มาจากคำภาษากรีกโบราณว่า ὕαινα ออกเสียงว่า /ฮือไอนา/ หรือ /ฮือแอนา/) เป็นสัตว์เลือดอุ่นในอันดับสัตว์กินเนื้อตระกูลหนึ่ง โดยใช้ชื่อตระกูลว่า Hyaenidae

ไฮยีนา มีลักษณะและก็รูปร่างโดยรวมคล้ายกับสุนัขหรือหมาป่า ซึ่งเป็นสัตว์กินเนื้อที่อยู่ในตระกูล Canidae แต่ว่าไฮยีนาก็ไม่ใช่สุนัข แม้แต่ว่าเป็นสัตว์ที่อยู่ในตระกูลของตนต่างหาก โดยอยู่ในชั้นย่อย Feliformia ซึ่งใกล้ชิดกับPercrocutidae มากยิ่งกว่า

ลักษณะแล้วก็พฤติกรรม
ไฮยีนาสามารถแบ่งออกเป็น 25สกุล (มองในตาราง)2 หลาย ประเภท กระจายจำพวกทั่วๆไปในทวีปแอฟริกาแล้วก็เล็กน้อยในภูมิภาคอาหรับและก็ประเทศอินเดีย ไฮยีนามีลักษณะรูปร่างคล้ายกับหมา มีขนหยาบครึ้มสีน้ำตาลปนเทา มีลายรวมทั้งจุดไม่เหมือนกันตามแต่ละประเภท และก็มีหางยาวราว 18 นิ้ว ไหล่แล้วก็หัวมีส่วนกว้าง ไหล่สูงขึ้นยิ่งกว่าขาหลังมากมาย แล้วก็มีฟันกรามที่แข็งแกร่งและก็แข็งแรงมากมาย ทำให้เป็นสัตว์ประเภทหนึ่งที่มีแรงกัดร้ายแรงมากมาย

ไฮยีนาชอบรวมตัวกันออกหาเหยื่อโดยมีตัวเมียเป็นหัวหน้าฝูง ไฮยีนาตัวเมียนั้นจะมีอวัยวะเพศที่ขยายใหญ่ได้จนกระทั่งมีขนาดเท่ากับอวัยวะเพศของตัวผู้ ตัวใดที่มีลักษณะอวัยวะสืบพันธุ์คล้ายเพศผู้ จะสามารถเข้ากลุ่มตัวเมียได้ดิบได้ดี ไฮยีนาตัวเมียที่ไม่มีของลับผู้จะถูกขับออกมาจากกรุ๊ปตัวเมีย และไม่สามารถใช้ประโยชน์จากการมีกรุ๊ปได้ ไฮยีนาสามารถวิ่งได้เร็วถึง 65 กิโลต่อชั่วโมง นิสัยค่อนข้างจะดุ ไฮยีนาตัวเมียจะมีรูปร่างที่ใหญ่มากยิ่งกว่าเพศผู้ เพราะเหตุว่าจะเป็นข้างดูแลลูก เพราะเหตุว่าเพศผู้จะทำร้ายแล้วก็รับประทานลูกไฮยีนาที่เกิดใหม่เป็นของกินได้

ไฮยีนาออกหากินในช่วงเวลาค่ำคืน ช่วงเวลากลางวันจะนอนพักในโพรงหรือซอกหิน จะออกลูกแล้วก็อุปการะลูกในโพรง โดยคลอดลูกทีละโดยประมาณ 1-2 ตัว บางเวลาบางทีอาจได้ถึง 4 ตัว โดยลูกอ่อนจะยังลืมตาแล้วก็ช่วยเหลือตัวเองมิได้

 

ที่มา.. wikipedia

Read More

ประวัติความเป็นมาของ วัวกระทิง

วัวกระทิง

วัวกระทิง หรือ เมย เป็นวัวป่าประเภท Bos gaurus ในตระกูล Bovidae

วัวกระทิงเป็นสัตว์กีบ รูปร่างใหญ่โตกำยำ ขนสีน้ำตาลเข้มจนถึงดำ ขาทั้งยังสีสี่ขาวราวกับใส่ถุงเท้า มีความยาวหัว-ลำตัว 2.5-3.3 เมตร หางยาว 0.7-1.05 เมตร ความสูงที่หัวไหล่ 1.65-2.2 เมตร มีเขาหมดทั้งตัวผู้และก็ตัวเมีย หน้าผากเป็นโหนกสีเหลืองอ่อน เพศผู้ใหญ่มากยิ่งกว่าและก็หนักกว่าตัวเมียราว 25 เปอร์เซ็นต์ หลังคอเป็นโหนกสูงมีต้นเหตุที่เกิดจากส่วนของกระดูกสันหลังที่ยื่นยาวออกไป

ลักษณะ

มีขนยาว ตัวสีดำหรือดำแกมน้ำตาล ยกเว้นที่ข้างหน้าผากรวมทั้งครึ่งข้างล่างของขาอีกทั้ง 4 เป็นสีขาวเทาๆหรือเหลืองอย่างสีทอง เรียกว่า “หน้าโพ” ขาทั้งยัง 4 ข้างตั้งแต่เหนือหัวเข่าลงไปถึงกีบเท้ามีสีขาวเทาหรือเหลืองทอง ทำให้มองราวกับสวมถุงเท้า สีขนย้ายวัวกระทิงรอบๆหน้าผากและก็ถุงเท้ามีเหตุมาจากรอยเปื้อนน้ำมันในเหงื่อซึ่งเป็นลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์ของสัตว์ประเภทนี้ คอสั้น แล้วก็มีพืม (เหนียงคอ) แขวนยาวลงมาจากใต้คอ เขามีสีเขียวเข้ม ปลายเขามีสีสดรอบๆโคนเขามีรอยย่นซึ่งรอยนี้จะมีเยอะขึ้นเมื่อสูงอายุขึ้น

วัวกระทิงเพศผู้มีขนาดใหญ่กว่าตัวเมีย ลูกที่เกิดขึ้นจะมีสีน้ำตาลปนแดงเสมือนสีขนย้ายเก้ง มีเส้นสีดำพิงกึ่งกลางข้างหลัง ลูกวัวกระทิงขนาดเล็กจะยังไม่มีถุงเท้าเสมือนวัวกระทิงตัวโต มีความยาวลำตัวแล้วก็หัว 250–300 ซม. หาง 70–105 ซม. ความสูงจากพื้นถึงหัวไหล่ 170–185 ซม. น้ำหนัก 650–900 โล โดยเพศผู้มีน้ำหนักมากยิ่งกว่าตัวเมีย มีการกระจัดกระจายชนิดในภาคใต้ของจีน, ประเทศอินเดีย, ภูฏาน, เนปาล, พม่า, ไทย, ลาว, กัมพูชา, เวียดนาม, มาเลเซีย โดยแบ่งออกได้เป็นจำพวกย่อย 6 จำพวก (สูญพันธุ์ไปแล้ว 1 จำพวก)

 

ที่มา.. wikipedia

Read More

ประวัติความเป็นมาปลาฉลาม

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ ปลาฉลาม

เมื่อเอ่ยถึง ปลาฉลาม ผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยมักมีความรู้สึกกลัวเนื่องจากว่าได้รับอิทธิพลจากภาพยนตร์ที่ชี้ให้เห็นถึงความป่าเถื่อนของปลาฉลามที่รังแกต่อมนุษย์ แม้กระนั้นความเป็นจริงแล้วฉลามมิได้ดุร้ายอย่าง
ที่รู้เรื่องกันครับในสายตา ของคนทั่วไป ฉลามอาจมองดูเป็นสัตว์ดุร้ายหิวเหลือด แต่ว่าในโลกของความจริงนั้นมีสถิติที่น่าทึ่งก็คือในบรรดาฉลามที่มีอยู่ราวๆ 350 จำพวกทั้งโลกนั้น มีเพียงแค่ 30 จำพวกเพียงแค่นั้นที่บางทีอาจทำให้เป็นอันตรายต่อมนุษย์ และก็มีเพียงแค่4-5 จำพวกเพียงแค่นั้นที่บางทีอาจเป็นข้างที่รังแกมนุษย์ก่อน จากสถิติของผู้ที่ถูกปลาฉลามทำร้ายมีจำนวนราว 28-30 คนต่อปี แล้วก็มีคนตายไม่เกิน 10 รายต่อปี ซึ่งถือว่าน้อยกว่าผู้ที่ถูกฟ้าผ่าตายหรือถูกผึ้งต่อยตายเสียอีก แต่ว่า ตรงกันข้ามฉลามกลายเป็นข้างถูกไล่ล่าและก็กลายเป็นเหยื่อของผู้คนไม่น้อยกว่า 100 ล้านตัวต่อปี หากยังเป็นแบบนี้ถัดไปเรื่อยฉลามก็บางทีอาจสิ้นพันธุ์ได้ในอนาคตอันใกล้นี้
จากการที่มีพัฒนาการอันช้านานทำให้ฉลามสามารถปรับพฤติกรรมจนถึงสามาดำรงชีพในทุกสิ่งแวดล้อมทั่วทั้งโลกตั้งแต่ในเขตร้อนแถบเส้นอีเควเตอร์จนกระทั่งเขตอบอุ่นรวมถึงแม่น้ำบางสายที่เชื่อมต่อกับสมุทรก็พบว่ามีปลาฉลามอาศัยอยู่อย่างเดียวกัน เล่ามาถึงนี้หลายๆท่าน บางครั้งก็อาจจะสงสัยว่าปลากระดูกอ่อนรวมทั้งปลากระดูกแข็งนั้นคืออะไร ก็เลยขอฉวยโอกาสชี้แจงนี้ครับผมว่า

พวกเราแบ่งปลาเป็นกรุ๊ปตามรูปแบบขององค์ประกอบของกระดูกออกเป็น 2 กลุ่มร่วมกันเป็นปลากระดูกอ่อน มีอยู่ร่วมกันราวๆ 800 ประเภท และก็ปลากระดูกแข็ง มีราว 24,000 จำพวก ลักษณะที่ต่างกันก็คือ ปลากระดูกอ่อนมีโครงค้ำชูร่างกายเป็นกระดูกอ่อนทั้งสิ้น ตำแหน่งของปากจะอยู่ทางด้านล่างของส่วนหัว มีช่องเหงือก 5-7 คู่ ไม่มีแผ่นปิดเหงือก มีเกล็ดมีลักษณะที่เป็นหนามแหลมไม่เรียงทับกัน เพศผู้มีอวัยวะสืบพันธุ์อยู่ 1 คู่รอบๆครีบก้น หางมีลักษณะเป็นแบบไม่สมมาตร โดยแฉกบนมีขนาดใหญ่รวมทั้งยาวกว่าแฉกข้างล่างหรือมีลักษณะเรียวยาวเหมือนแส้ได้แก่ ฉลาม ปลากระเบน ปลาฉนาก ปลาโรนัน รวมทั้งปลาโรนิน ฯลฯ จากส่วนประกอบของกระดูกที่เป็นกระดูกอ่อนของฉลามทำให้การเรียนปลาฉลามจากซากดึกดำบรรพ์เป็นได้ยาก ด้วยเหตุว่ากระดูกอ่อนจะเสื่อมสภาพผุพังไปหมด ซากที่เพียงพอจะคงเหลือบ้างจะเป็นส่วนของกะโหลกศีรษะและก็ฟันกราม ส่วนซากดึกดำบรรพ์ที่พบได้บ่อยที่สุดก็คือฟันนั่นเอง สำหรับปลากระดูกแข็งมีลักษณะแตกต่างที่ส่วนประกอบของกระดูกเป็นกระดูกแข็ง มีแผ่นปิดเหงือกแจ่มกระจ่างก็คือตรงรอบๆกระพุ้งแก้มนั่นเอง ส่วนเกล็ดจะมีรูปร่างแตกต่างขึ้นกับประเภทของปลาหรือบางจำพวกก็บางทีอาจไม่มีเกล็ดหางมีหลายแบบอย่างทั้งยังแบบสมมาตรและไม่มีสมมาตร มีปากอยู่ทางข้างบนแล้วก็ข้างล่างของท่อนหัว ส่วนใหญ่จะคลอดลูกเป็นไข่ รวมทั้งเป็นปลาที่พวกเราพบเจออยู่ทั่วๆไป เป็นต้นว่า ปลาไหล ปลานิล ปลาเสือโคน ปลาสิงโต ปลาปักเป้า ฯลฯ

ตอนนี้ฉลามถูกแบ่งได้ 2 กรุ๊ปร่วมกันหมายถึงกรุ๊ปฉลามผิวน้ำ แล้วก็กลุ่มฉลามหน้าดิน ซึ่งมีรูปร่างลักษณะและก็นิสัยที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง ฉลามผิวน้ำมีรูปร่างกระชุ่มกระชวยแล้วก็ว่ายตลอดระยะเวลารูปแบบของฟันเป็นฟันที่มีความแหลมคมคล้ายกับมีดโกนเรียงกันเป็นแนวอยู่ข้างในปาก ส่วนปลาฉลามหน้าดินมีนิสัยถูกใจซ่อนตัวอยู่นิ่งๆมากยิ่งกว่าเคลื่อนที่ ฟันมีลักษณะเป็นฟันขบ รับประทานซากสัตว์ที่ตายแล้วเป็นของกิน ไม่ค่อย
ดุร้ายและก็จำนวนมากมีนิสัยขี้เล ฉลามที่เจอในประเทศไทยมีโดยประมาณ 30 จำพวก

 

ที่มา.. greenpeace

Read More

เหี้ย ประวัติความเป็นมา ในตำนานพื้นเมือง

เหี้ย ในความเชื่อถือของชาวไทยทั่วๆไปเป็นเครื่องหมายของความไม่ดี อัปมงคล เข้าบ้านหลังไหนเป็นวอดวายถึงความศรัทธาที่ว่าจะจริงเท็จขนาดไหน ไม่บางทีอาจพิสูจน์ความอัปมงคลของมันได้ แม้กระนั้นมักมีการยืมชื่อของมันมาใช้เป็นคำก่นด่ากันอย่างหนาหู

เหี้ยในความเลื่อมใสพื้นเมืองของแต่ละภาค ไม่เป็นที่กล่าวขวัญให้ได้ยินนัก แต่ว่าทางภาคใต้มีการนำเข้าไปเกี่ยวกับชีวิตรวมทั้งวัฒนธรรมหลายประเภท โดยเรียกกันในชื่อว่า “แลน” ครอบคลุมอีกทั้งเหี้ยแล้วก็ตะกวด

สารานุกรมวัฒนธรรมภาคใต้ ๒๕๒๙ เล่ม ๘ บอกความหมาย “แลน” ไว้ว่า

แลน” ในความรู้สึกของชาวภาคใต้เป็นสัตว์ที่น่ารังเกียจด้วย ๒ ปัจจัยหมายถึงแลนชอบกินของเน่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งศพของสัตว์ ต่อให้ศพของคน และก็ถูกใจรับประทานสัตว์ อาทิเช่น อึ่งอ่าง คางคก เขียด และก็ตัวหนอน

บางพื้นที่ถึงกับไม่ให้นำแลนเข้าบ้านเนื่องจากว่าเช้าใจกันว่าหากแลนขึ้นบ้านคนใดกันแน่ บ้านนั้น “โส้ย” (โชคร้าย) เป็นอัปมงคล

เรื่องราวของแลนในภาคใต้นั้นปรากฏในต้นแบบนิทานพื้นบ้านเรื่อง “แลนทองกับแลนเถื่อน” เล่ากันในเขต อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา และก็อำเภอปากพะยูน จังหวัดพัทลุง เป็นนิทานให้คติสอนใจกล่าวถึงโทษของความอิจฉาริษยา โดยเล่าว่า

มีหญิงสาว ๒ คน คนหนึ่งยากแค้น แต่ว่าถูกใจเอื้อเฟื้อประชาชน อีกคนมั่งคั่ง แม้กระนั้นเย่อหยิ่ง ดูถูกประชาชน ทั้งคู่เป็นเพื่อนกัน วันหนึ่งหญิงยากจนพบแลนทองตัวหนึ่ง ก็เลยเอามาเลี้ยงไว้ที่บ้านด้วยความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ วันหนึ่งคุณก็เลยจูบที่ศีรษะแลน ทำให้แลนทองคำตัวนั้นพ้นจากคำสาปแช่งแม่มดเปลี่ยนเป็นหนุ่มรูปงาม ซึ่งเป็นลูกชายของเจ้าผู้ครองนครคนหนึ่ง ทั้งคู่ก็เลยสมรสกันอย่างสุขสบายสืบมา ถัดมาหญิงผู้มั่งมีรู้ข่าวสาร กำเนิดความอิจฉาริษยา ต้องการจะได้ดีมากยิ่งกว่าเพื่อนพ้องที่สมัยก่อนเคยยากไร้ ก็เลยว่าจ้างให้คนรับใช้ไปจับแลนตัวโตมาให้ตัวหนึ่ง นางโอบกอดแลนโหดร้าย (แลนธรรมดา) หวังจะให้แปลงเป็นชายหนุ่มรูปงาม แม้กระนั้นแลนดุร้ายสะดุ้ง ข่วนเค้าหน้าหญิงสาวคนนั้นเป็นแผล ต่อจากนั้นมาหญิงสาวคนนั้นก็ไม่มีผู้ใดขอแต่งงานด้วย

นอกนั้นเรื่องของแลนยังปรากฏในเรื่อง “นายแรง” เป็นตำนานการเกิดแม่น้ำ ภูเขาบางที่ในจังหวัดพัทลุง จังหวัดสงขลา ตัวอย่างเช่น การเกิดเขารุนลำคลองห้วยแลน เขาหัวสุนัข เขาแดง เขาเก้าแสนหรือเก้าเส้ง ฯลฯ โดยนิทานเรื่องนายแรงได้จากการเอาลักษณะของภูมิประเทศมาผูกแต่งเกิดเรื่องราว เพื่อคนรุ่นถัดมาได้ทำความเข้าใจและก็กำเนิดความรักความภาคภูมิในแคว้นตัวเอง

ถึงแม้ว่าแลนในความรู้สึกของมนุษย์เป็นสิ่งไม่ดีนัก แม้กระนั้นในทางเศรษฐกิจ แลนเป็นสัตว์เศรษฐกิจซึ่งสามารถทำรายได้ให้กับผู้ตามล่าอย่างดีเยี่ยมซึ่งหนังแลนสามารถนำไปทำเครื่องหนังชนิดข้าวของเครื่องใช้ และก็ทำเครื่องเพชรพลอยได้อย่างงดงามไม่แพ้หนังจระเข้อย่างยิ่งจริงๆ

 

แหล่งที่มา.. silpa-mag

Read More

ประวัติความเป็นมาม้าไทย

ม้า

ม้า อยู่คู่มนุษย์เรามาตั้งแต่สมัยโบราณ เป็นสัตว์ที่มีประโยชน์ต่อมนุษย์จำนวนมาก ทั้งยังการทำสงครามรวมทั้งการเดินทาง ม้าเป็นสัตว์มงคลในลำดับที่ 7 ของดาวฤกษ์จีน เป็นเครื่องหมายของเจ้าขุนมูลนาย ผู้ดี และก็วิถีชีวิตที่สบาย แล้วก็ยังเป็นเครื่องหมายสื่อถึงความรวดเร็ว ว่อง ได้สมญานามว่า ผู้ส่งจดหมาย ซึ่งจะมีผลทำให้ธุรกิจ การค้าขาย งานการ ประสบผลสำเร็จเร็วเพิ่มขึ้น ผู้พึงพอใจเกี่ยวกับม้าสามารถมองถึงที่เหมาะเว็บ www.thaipony.net

ประวัติความเป็นมาม้าในประเทศไทย เล่าที่ไปที่มาของม้าในประเทศไทยอย่างละเอียดลออ รวมทั้งรูปแบบของม้าในประเทศไทย การเลี้ยงม้า บอกกระบวนการอุปถัมภ์ค้ำชูม้า ทั้งยังการให้อาหารโดยการคำนวณจากน้ำหนักม้า การอาบน้ำม้า การให้แร่ธาตุอาหารเสริม การถ่ายพยาธิ รวมทั้งการตรวจพิสูจน์เชื้อสายม้าโดยใช้ดีเอ็นเอ นอกจากนั้นใน หน้าแรก ยังมีม้าไทยในสวนเกษตร การเพาะพันธุ์ม้า การฝึกฝนม้า อื่นๆอีกมากมาย.

 

แหล่งที่มา.. thairath…

Read More

ประวัติความเป็นมาแมวเหมียว

แมว หรือ แมวบ้าน (ชื่อวิทยาศาสตร์: Felis catus) เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม อยู่ในเชื้อสาย Felidae ซึ่งเป็นเชื้อสายเดียวกับสิงโตและก็เสือดาว ต้นตระกูลแมวมาจากเสือไซบีเรียน (Felis tigris altaica)

ซึ่งมีตอนลำตัวตั้งแต่จมูกถึงปลายหางยาวราว 4 เมตร แมวที่เลี้ยงตามบ้าน จะมีรูปร่างขนาดเล็ก ขนาดลำตัวยาว ตอนขาสั้นรวมทั้งจัดอยู่ในกรุ๊ปของจำพวกสัตว์กินเนื้อเป็น ของกิน มีเขี้ยวแล้วก็เล็บคมสามารถหดหลบซ่อนเล็บได้เหมือนกับเสือ สืบสายเลือดมาจากเสือบองที่มีขนาดใหญ่กว่า ซึ่งลักษณะอะไรบางอย่างของแมวยังคงประสบพบเห็นได้ในแมวบ้านตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นแมวพันธุ์แท้หรือแมวประเภททาง

แมวเริ่มเข้ามาเกี่ยวพันกับวิถีชีวิตของคนเราตั้งแต่เมื่อราวๆ 9,500 ปีกลาย ซึ่งจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่โบราณที่สุดของแมวเป็นวิธีการทำมัมมี่แมวที่ศึกษาและทำการค้นพบในยุคอียิปต์โบราณ หรือในพิพิธภัณฑสถานอังกฤษในกรุงลอนดอน มีการแสดงโภคทรัพย์ที่นำออกมาจากปิรามิดโบราณ ที่อียิปต์ ซึ่งรวมทั้งมัมมี่แมวหลายตัว ซึ่งเมื่อนำเอาผ้าพันมัมมี่ออกก็พบว่า แมวในโบราณกาลทุกตัวมีลักษณะใกล้เคียงกัน เป็นเป็นแมวที่มีรูปร่างเล็ก ขนสั้นมีทาสีน้ำตาล มีความคล้ายกับประเภทในขณะนี้ ที่เรียกว่าแมวอะบิสสิเนียน

แมวจำพวกต่างๆ

แมวในโลกนี้มีเยอะมากหลายจำพวก โดยเฉพาะอย่างยิ่งแมวที่เป็นสัตว์เลี้ยงไม่นับรวมสัตว์เชื้อสายแมว พวกเสือ แมวดาว แมวป่า หรือ สิงโต แมวเลี้ยง หรือที่พวกเราเรียกว่า Domestic cat นั้นมีวิวัฒนการมาจากเสือกระต่ายในธรรมชาติจากหลายภูมิภาคของโลก ชื่อเรียกจำพวกแมวที่ต่างกันที่เรียกกันตอนนี้ เป็นต้นว่า อิหร่าน แมวไทย บาลิเนส อะบิสสิเนียน แล้วก็โซมาลี นั้น แสดงถึงบ้านเกิดเมืองนอนที่แสดงถึงภูมิศาสตร์ที่เขาเกิดมา สำหรับการจัดนิทรรศการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศอังกฤษเมื่อ ปีคริสศักราช 1871 ถือได้ว่าเป็นการเริ่มสำหรับในการพรีเซนเทชั่นประเภทแมวในระดับประเทศ ทำให้ผู้พึงพอใจในแมวมีความกระฉับกระเฉง แม้กระนั้นการแสดงในตอนนั้นจำนวนมากเป็นแมวอิหร่านรวมทั้งแมวขนสั้นเป็นหลัก

 

แหล่งที่มา.. sites.google

Read More

ประวัติความเป็นมาหมีแพนด้า แพนด้ายักษ์ หรือไจแอนท์แพนด้า

ประวัติความเป็นมาของ หมีแพนด้า

แพนด้ายักษ์ หรือไจแอนท์แพนด้า (อังกฤษ: Giant panda; ชื่อวิทยาศาสตร์: Ailuropoda melanoleuca) หรือที่นิยมเรียกว่า หมีแพนด้า เป็นสัตว์กินนมซึ่งปัจจุบันนี้จัดอยู่ในตระกูลหมี(Ursidae) ถิ่นอาศัยอยู่ทางตอนใต้ของประเทศจีน ของกินโปรดของแพนด้ายักษ์เป็นใบไผ่ นอกจากนั้นจะเป็นต้นหญ้าจำพวกอื่นๆเอกลักษณ์ของแพนด้ายักษ์เป็นมีขนสีดำรอบดวงตา, ใบหู, บ่า รวมทั้งขาอีกทั้งสี่ข้าง ส่วนอื่นมีขนสีขาว

ตอนนี้แพนด้ายักษ์เป็นเยี่ยมในสัตว์สายพันธุ์ที่ใกล้สิ้นพันธุ์เยอะที่สุดสายพันธุ์หนึ่งของโลก ตามรายงานปัจจุบัน มีแพนด้าที่เลี้ยงในกรงเลี้ยง 239 ตัวอยู่ในจีน แล้วก็อีก 27 ตัวอยู่ในต่างถิ่น มีการคาดคะเนไว้ว่ามีแพนด้ายักษ์โดยประมาณ 1,590 ตัวอาศัยอยู่ตามธรรมชาติ อย่างไรก็แล้วแต่ จากการศึกษาเล่าเรียนในปี คริสต์ศักราช 2006 ผ่านการวิเคราะห์ดีเอ็นเอ สามารถประมาณได้ว่าอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีแพนด้ายักษ์เป็นปริมาณถึง 2,000-3,000 ตัวอาศัยอยู่ตามธรรมชาติ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าปริมาณแพนด้าตามธรรมชาติเพิ่มขึ้น สหภาพนานาประเทศเพื่อการอนุรักษ์และรักษาธรรมชาติรวมทั้งทรัพยากรธรรมชาติมั่นใจว่าข้อมูลดังที่ได้กล่าวมาแล้วยังปราศจากความแน่ๆพอที่จะย้ายชื่อแพนด้ายักษ์ออกมาจากบัญชีรายชื่อสัตว์ที่ใกล้สิ้นซาก

 

แหล่งที่มา.. sites.google

Read More